นายเรือ ๘๔ navy84 ไปดูโครงการพระราชดำริ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับนายหอมหวน
ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
bulletพลเรือตรี
bulletนาวาเอกพิเศษ (ใหม่ )
bulletนาวาเอกใหม่
bulletพวกเราอยู่ที่ไหนกันบ้าง
bulletเรื่องเล่าในอดีต
dot
dot
bulletคณะกรรมการรุ่น2550-ปัจจุบัน
bulletคณะกรรมการรุ่น2548-2550
bulletคณะกรรมการรุ่น 2546-2548
bulletคณะกรรมการรุ่น2544-2546
bulletคณะกรรมการรุ่น 2534-2544
dot
dot
bulletเตรียมทหาร27
bulletจปร.38
bulletเรืออากาศ34
bulletนรต.43
dot
dot
bulletรวมเรื่องราวที่น่าสนใจ
dot
dot
bulletWebboard
bulletลงนามเยี่ยม
bulletชมสมุดเยี่ยม
bulletสมัครสมาชิกสมทบ
bulletถาม-ตอบ รร.ตท
bulletกระดานโพสต์ภาพ นายเรือ๘๔
dot
dot
bulletส่งข้อความเข้ามือถือ
bulletฐานวิทยานิพนธ์
bulletข้อมูลทางทหาร
bulletมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
bulletกระทรวงต่างๆ
bulletภาพเพื่อนนายเรือ ๘๔ ล่าสุด
bulletปรับปรุงตำแหน่งนายเรือ ๘๔ ใน ๑ ต.ค.๕๓



Web Images Videos News Shopping Directory Answers Blogs


ไปดูโครงการพระราชดำริ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับนายหอมหวน

 

 

เมื่อวันที่ ๑๖-๑๗ ธ.ค.๕๒ ได้มีโอกาสไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการโครงการพระราชดำริในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกับได้สอบถามชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในโครงการ ซึ่งประชาชนที่นั่น เขาอยู่กันอย่างปกติสุข มีกิน มีใช้  มีการรวมกลุ่มชุมชนเข้มแข็ง ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และที่สำคัญ ที่นั่น ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลาย ๆ คนเป็นห่วง 

 

คณะของเรา ๓ คน ประกอบด้วย รอง ผอ.ศูนย์ประสานกิจการพิเศษ รอ.  นายทหารพระธรรมนูญ และก็ผม  เดินทางด้วยการบินไทยไปลงที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมี พ.อ.ธีระสาสน์ ฯ คณะทำงานโครงการพระราชดำริในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ รอรับที่นั่น จากนั้นพวกเราก็เดินทางเข้าพื้นที่ จ.ยะลา  ที่หมายแรกคือเข้าเยี่ยมชมคณะทำงานโครงการพระราชดำริในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะทำงานที่ ๑ จ.ยะลา โดยมี พล.อ.เพิ่มศักดิ์ ฯ หน.คณะที่๑ฯ กรุณาให้การต้อนรับด้วยตนเอง และพวกเราก็ได้รับฟังแนวทางการทำงานของคณะทำงาน

 

 

                                         

                                        จากซ้าย พ.อ.หญิง เพชราพร ฯ นายทหารพระธรรมนูญ  ผม  พล.อ.เพิ่มศักดิ์

                                                                   พล.อ.ต.ชูชาติ รอง ผอ.ศูนย์ ประสานกิจการพิเศษ รอ.และ พ.อ.ธีระสาสน์

 

 

จากนั้นพวกเราก็เดินทางไปเยี่ยมชมฟาร์มตัวอย่าง วังพญา-ท่าธง อ.รามัญ จ.ยะลา โดยมี นาย บูคอรี ดือลามะ ผจก.ฟาร์ม ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปกิจการ พร้อมกับนำชมกิจการในฟาร์มและ ได้เชิญสมาชิกสาขาต่าง ๆ ในฟาร์มให้ความรู้กับพวกเราและให้พวกเราได้สอบถามกันอย่างเต็มที่

 

                                            

        

                                                                                        ถ่ายหน้าทางเข้าฟาร์มตัวอย่า วังพญา-ท่าธง อ.รามัญ จ.ยะลา

 

 

ฟาร์มตัวอย่าง วังพญา-ท่าธงนี้ ตั้งอยู่ที่ บ้านอูเป๊าะ หมู่ที่ ๔ ต.วังพญา   บ้านสาเม๊าะ หมู่ที่ ๔ ต.ท่าธง และบ้านจำปูน หมู่ที่ ๖ ต.ท่าธง อ.รามัญ จ.ยะลา เป็นฟาร์มตัวอย่างที่ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยราษฎรได้ร้องขอพระราชทานความช่วยเหลือให้มีงานทำอยู่ในพื้นที่อย่างปลอดภัย ด้วยพระองค์ทรงห่วงใยราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่ จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้งฟาร์มตัวอย่างขึ้นบนเนื้อที่ ๒๔๕ ไร่ อยู่ในความรับผิดชอบของ คณะทำงาน คณะที่ ๑ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

๑.      ให้ราษฎรมีงานทำ มัรายได้พอเลี้ยงครอบครัว

๒.    ให้ราษฎรได้เรียนรู้การทำการเกษตร ปศุสัตว์ ประมง อย่างถูกหลักวิธี

๓.    ให้ราษฎรได้รวมกลุ่มกันประกอบอาชีพในลักษณะการรวมกลุ่มทำงาน และมีมาตรการระวังป้องกันตนเองให้พ้นจากภัยคุกคามของผู้ก่อความไม่สงบ

กิจกรรมในฟาร์มประกอบด้วย

๑.      งานปศุสัตว์

๑.๑ งานเลี้ยงแพะนม มีแพะจำนวน ๑๘๕ ตัว ให้นมเฉลี่ย ๘ ลิตร / วัน

๑.๒ เลี้ยงไก่เบตง ไก่พื้นบ้าน มี ๕๒๕ ตัว

๑.๓ เป็ดอี้เหลียง ๔๐๐ ตัว

๑.๕ เป็ดเทศ ๒๐๐ ตัว

                ๒.  งานเกษตร ปลูกพืชผักและผลไม้ต่าง ๆ เช่น ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ผักบุ้ง แตงกวา โหรพา มะเขือ ตะไคร้ ถั่วฝักยาว พริกขี้หนู แตงไทย ตำลึง มะระขี้นก ชะอม ผักหวาน ผักกาด กล้วย มะพร้าว ดอกแค มะละกอ ในพื้นที่ ๔๓ ไร่ และเพาะเห็ดนางฟ้า ๕ โรง

                ๓. งานประมง เลี้ยงปลานิลดำ ปลานิลแดง  ทับทิม ใน ๑๒ บ่อ รวม ๔๕,๐๐๐ ตัว และเลี้ยงในกระชัง ๒๐ กระชัง รวม ๔,๐๐๐ ตัว

 

                                

 

ภาพซ้าย นั่งประชุมชาวบ้าน สมาชิกฟาร์ม          ขวา ถ่ายกับสมาชิกฟาร์มและหัวหน้างานสาขาต่าง ๆ

 

                 

 

ภาพซ้าย เยี่ยมชมกิจการต่าง ๆ ในฟาร์ม      ขวา แปลงมะเขือพวง

 

                จากนั้น ผู้จัดการฟาร์มก็นำคณะของเราไปชมกระบวนการทำงานทุกสาขา เยี่ยมชมการเลี้ยงไก่ เลี้ยงแพะ เลี้ยงปลา การเพาะปลูก การแปรรูปอาหาร เช่นทำปลาส้ม เป็นต้น และได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับราษฏรในโครงการ ซึ่งสมาชิกฟาร์มต่างก็มีอาหารสำหรับรับประทานในครอบครัว มีรายได้จากการจ้างงาน มีการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัย มีความรู้จากวิทยากรสาขาต่าง ๆ ที่ทางฟาร์มได้จัดมาบรรยายให้ความรู้ ซึ่งก็นับว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งฟาร์ม ชาวบ้านที่นี่ต่างก็สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่มีต่อพสกนิกรของพระองค์ท่าน

                   

ภาพซ้าย โรงเลี้ยงแพะนม     ขวา เตรียมอาหารเป็ดและห่าน

 

                    

ภาพซ้าย ผลิตภัณฑ์ปลาส้ม   ขวา พืชผลทางการเกษตรรอจำหน่าย

 

ฟาร์มตัวอย่างที่ตั้งขึ้นในลักษณะนี้ ในพื้นที่ภาคใต้ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๒๕ ฟาร์ม แยกเป็น อยู่ใน จ.ยะลา ๓ ฟาร์ม อยู่ใน จ.ปัตตานี ๑๒ ฟาร์ม  อยู่ในนราธิวาส ๙ ฟาร์ม และอยู่ใน ๔ อำเภอของ จ.สงขลาอีก ๑ ฟาร์ม  มีสมาชิกรวมทั้งหมด ๓,๙๐๐ คน

                กลางวันเราก็เดินทางกลับไปที่คณะทำงานที่ ๑ เพื่อรับประทานอาหาร ในการเดินทาง ระยะทางประมาณ ๒๐ กม. เราก็ไปด้วยรถเพียงคันเดียว เดินทางไปตามถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมากันตามปกติ มิได้มีความน่าหวาดกลัวเหมือนอย่างที่เป็นข่าว เพียงแต่ว่า จะมีด่าน ทหาร ตำรวจ  และ ตชด. อยู่เป็นระยะ ๆ ตามเส้นทาง จึงดูเหมือนว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ยังคงไม่สงบ

 

 

                ช่วงบ่าย มีผู้แทนระดับหัวหน้าของกลุ่มที่เรียกว่า “ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน” หรือ “อรบ.” ที่ตั้งขึ้นมาจากการรวมกลุ่มกันของชาวบ้าน มีทั้งชายฉกรร เด็ก สตรี คนแก่  มาร่วมกันฝึกการป้องกันตนเองในชุมชน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะแต่งตั้งหัวหน้าระดับ  หมวด หมู่ กองร้อย และกองพัน เหมือนกับการจัดหน่วยแบบทหาร ( ของ อรบ.นี้จะแตกต่างจาก ชรบ.ที่แต่งตั้งโดยกระทรวงมหาดไทยที่จะมีเฉพาะคนหนุ่มเท่านั้น ) ในการพูดคุยวันนี้มีผู้นำ อรบ.ระดับ หน.กองพัน จำนวน ๔ กองพัน ใน อำเภอ  ธารโต จ.ยะลา มาประชุมและให้ข้อมูลต่าง ๆ กับคณะของเรา

 

                 

                  ภาพซ้าย ประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้นำ อรบ.ใน อ.ธารโต จ.ยะลา    ขวา การฝึก  อรบ.(ภาพจากคณะทำงานที่ ๑)

 

ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน หรือ อรบ.ในพื้นที่ จ.ยะลา มีทั้งหมด ๑๘ กองพัน มีสามชิก ๗พันกว่าคน จะมีการฝึกการใช้อาวุธเป็นประจำทุกเดือน โดยมีหน่วย ทหาร ตำรวจในพื้นที่เป็นหน่วยฝึกให้ สมาชิกของ อรบ.นี้เปรียบเสมือนเครือข่ายที่เข้มแข็งของทางราชการ เป็นทั้งสายข่าว เป็นทั้งหน่วยใช้กำลังที่ป้องกันตนเอง และ ปะทะกับผู้ก่อความไม่สงบ มีผลงานที่เด่นชัดหลายครั้ง จนขณะนี้ ผู้ก่อความไม่สงบ ไม่กล้าเคลื่อนไหวในหมู่บ้านที่มีการจัดตั้ง อรบ.ที่เข้มแข็ง ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ ประกอบด้วย ในปัตตานีและสงขลา ๑๘ กองพัน และใน จ.นราธิวาสอีก ๑๒ กองพัน มีสมชิกรวมทั้งหมด ๓๐,๐๐๐ คน

          หลังพูดคุยกับ หน.อรบ.ระดับกองพันแล้ว พวกเราก็เดินทางไปที่วัดประจำจังหวัดยะลา วันนี้มี รองเสธฯทหาร และคณะจำนวน ๙๐ คนเดินทางจาจาก กทม. นำจตุปัจจัย มาถวายพระในวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ รวมทั้งมีเครื่องรางของขลังมาแจกจ่ายให้กับทหาร ตำรวจในพื้นที่ด้วย พวกเราอยู่ที่นี่อยู่แล้วก็ได้ไปสมทบ ทำบุญ พูดคุยกับบุคคลในคณะที่เรารู้จัก ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ดีมาก เนื่องจากว่าปัจจุบัน พระสงค์ตามวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคใต้ไม่กล้าที่จะออกบิณฑบาตรในตอนเช้า รวมทั้งกิจกรรมทางพุทธศาสนาทุกกิจกรรมต้องทำกันในตอนกลางวันแทนกลางคืน เพื่อความปลอดภัยของพระและประชาชน วัดหลาย ๆ วัด ขาดการทำนุบำรุง ทำให้ชำรุดทรุดโทรม ประชาชนไม่กล้าเข้าไปทำบุญ ประชาชนต่างถิ่นก็ไม่กล้าเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวทำให้วัดขาดรายได้ ไม่มีกฐิน ผ้าป่า วัดหลาย ๆ วัดไม่มีพระเข้าไปจำวัดเป็นสถานที่รกร้างว่างเปล่า การทำกิจกรรมที่นำจตุปัจจัยไปถวายพระในพื้นที่ภาคใต้ จึงเป็นกิจกรรมที่พวกเราชาวพุทธเห็นควรที่จะสนับสนุน เพื่อเป็นการจรรโลงพระพุทธศานาสืบไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการนี้ เป็นโครงการหนึ่งในหลาย ๆ โครงการของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถที่เรียกว่า “โครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้” เพือให้วัด และพระเป็นที่ยึดเหนี่ยวของชาวพุทธในพื้นที่ และในขณะนี้ คณะทำงานโครงการพระราชดำริ ได้สำรวจวัดที่ไม่มีพระเพื่อนำพระไปจำพรรษาและบูรณะปฏิสังขรวัด พร้อมกับได้สำรวจรายชื่อวัดที่ยังไม่มีเจ้าภาพทอดกฐิน ผ้าป่า เพื่อให้คนนอกพื้อนที่ได้เป็นเจ้าภาพจองผ้าป่า และผ้ากฐินในแต่ละปี

                               

                                                    ภาพซ้าย ประชาชนที่มาร่วมทำบุญ ทั้งที่มาจาก กทม.และในพื้นที่   ขวา ลงชื่อเยี่ยมวัด

 

                จากนั้น คณะของเราก็เดินทางไปดูการดำเนินการของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง บ้านคลองทรายใน ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา ห่างจากตัวเมืองออกไปราว ๒๐ กม. พอไปถึงก็มีผู้ใหญ่และชาวบ้านต่างก็มาต้อนรับอย่างอบอุ่น

                หมู่บ้านคลองทรายใน นี้ ๑๔๑ ครัวเรือ มีสมาชิก ๕๑๙ คน ชาวบ้านที่นี่จะรวมกลุ่มกัน ทำการเษตรแบบพอเพียง ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์  มีกิจกรรมที่เป็นส่วนรวมคือ การทำโรงสี ธนาคารข้าว การสหกรณ์ โรงปุ๋ยหมัก ที่มีการทำและบริหารกันเองในชุมชน มีประธานชุมชนเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการ สัตว์ที่เลี้ยงก็จะเป็นปลาดุก และกบ ใช้รำข้าวที่ได้จากโรงสีเป็นอาหารสัสว์ ส่วนปุ๋ยหมักที่ได้ก็จัดจำหน่ายให้สมาชิกในหมู่บ้าน

 

                                      

                                      ภาพซ้าย พูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน ผช.ผู้ใหญ่บ้านหน้าโรงผลิตปุ๋ยหมัก  ขวา ถ่ายกับชาวบ้านพร้อมผลผลิตทางการเกษตร

ส่วนที่เหลือก็ไปจำหน่ายให้กับชุมชนอื่น ในด้านความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่นี่ค่อนข้างดี มีการจัดชุด อรบ.เหมือนกับบ้านทั่ว ๆ ไป มีวัดหนึ่งวัดพระจำพรรษาอยู่ ๓ รูป ซึ่งจากการได้สอบถามพูดคุยกับพระท่านจะบอกว่า วัดที่นี่ไม่ได้จัดงานศพมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว คนที่นี่จะไม่ค่อยเสียชีวิตกัน อยู่กันอย่างสงบร่มเย็น แต่ก็มิได้ประมาท ยังคงมีมาตรการระวังป้องกันเหมือนปกติ

                   

 

                       ภาพซ้าย บ่อเลี้ยงปลาดุก แบบเศรษฐกิจพอเพียง    ขวา  ขอข้อมูลจากเจ้าอาวาสวัดบ้านคลองทรายใน

 

                ชาวบ้านที่นี่ มีกิน มีเงินใช้ โดยเฉพาะผลผลิตจากยางพาราไม่พอจำหน่าย มีความรู้ด้านการเกษตรที่ถูกต้อง ตามหลักวิชาการ มีความเป็นอยู่ที่ปลอดภัย ก็นับว่าเป็นหมู่บ้านหนึ่งที่ประสบผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการตามแนวพระราชดำริ

                หลังจากคุยกับชาวบ้านจนได้ข้อมูลเรียบร้อยแล้วคณะของเราก็เดินทางเข้าตัวเมือง ซึ่งตอนแรก พ.อ.ธีระสาสน์ ฯ คณะทำงานคณะที่ ๑ ที่ทำการต้อนรับพวกเรา จะให้พวกเราไปพักในโรงแรมในเมืองยะลา แต่คณะของเรามีความประสงค์ที่จะพูดคุย หาข้อมูลต่อจึงขอพักอยู่ที่คณะทำงาน ซึ่งเด้านล่างเป็นห้องทำงานและห้องประชุม ส่วนชั้นบนจัดเป็นห้องพักรับรอง พักกันอย่างสบายเลยทีเดียว โยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารการกินที่นี่แสนจะอร่อยแม่บ้านของคณะทำงานก็ดูแลพวกเราเป็นอย่างดีรู้ว่าพวกเราชอบอาหารแบบไหนก็หามาให้ทานโดยที่พวกเราไม่ต้องออกไปทานข้างนอก

                เช้าวันที่ ๑๗ หลังอาหารพวกเราก็เดินทางไปดูการทำอิฐประสาน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการจัดหาอาชีพที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะทำงานที่ ๑ จ.ยะยา

                โรงงานทำอิฐประสานนี้ ตั้งอยู่ที่ บ้านเก๊ะคละ ต.บุดี อ.เมือง จ.ยะลา ห่างจากที่เราพักออกไปประมาณ ๑๕ กม. พอไปถึงก็มี หน.กองพัน ชุด อรบ.ร้อยบุดี มาให้การต้อนรับและนำชมการผลิต มีสมาชิกเป็น อรบ.สามารถผลิตอิบได้เพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมาก โควต้าที่สั่งเข้ามาผลิตแทบไม่ทันเนื่องจากมีสมาชิกอยู่จำนวน ๕ คน มีเครื่องมือการผลิตอยู่ ชุดเดียว จึงต้องให้สมาชิกหมุนเวียนกันมาผลิตทั้งวันทั้งคืนโดยแบบ่งออกเป็นกะ ๆ

          อิฐประสานก้อนเล็กว่าอิฐบล๊อก โตกว่าอิฐแดง ผลิตจากส่วนผสมของหินแดงบดผสมปูนซีเมนและน้ำนิดหน่อยอัดด้วยแรงอัดกำลังดันสูงให้เป็นก้อน แล้วผึ่งแดดให้แห้ง คุณสมบัติจะมีความแข็งแรงทนต่อแรงกระสุนได้ดีกว่าคอนกรีต สามารถนำไปทำเป็นบ้านป้องกันกระสุน ทำป้อมยามแทนกระสอบทรายได้ซึ่งจะทำให้สวยงสมและลดภาพลักษณ์ที่เป็นเหมือนสนามรบลงไปได้ แต่ข้อเสียก็คือจะมีน้ำหนักมากกว่าอิฐแดงหรืออิฐบล๊อก หากจะทำบ้านหลาย ๆ ชั้นอาจมีปัญหาเรื่องน้ำหนักได้ ราคาจำหน่ายก้อนละ ๑๐ บาท มีสีสวยงามขึ้นอยู่กับหินที่นำมาบด มีกำไรเพียงเล็กน้อย แต่สามชิกที่ทำงานจะได้ค่าจ้างรายวัน วันละ ๑๕๐ บาท หากใครทำ ๒ กะ ก็จะได้ค่าแรง ๓๐๐ บาท ที่ผมน่าชื่นชมอย่างหนึ่งคือ เห็นวัยรุ่นมาทำงานที่นี่ด้วย นั่นเป็นกลยุทธที่ผู้รับผิดชอบคือ ผู้พัน อรบ.ต้องการให้วัยรุ่นได้มีงานทำและไม่หลงระเริง ติดยา หรือไปรวมกลุ่มกับผู้สร้างสถานการณ์ สำหรับผู้พัน อรบ.คนนี้ เป็นคนเดียวที่นับถือศาสนาพุทธ ในหมู่บ้านของชาวมุสลิม เคยถูกยิงจนบาดเจ็บมาแล้ว ในการปะทะกับผู้ก่อความไม่สงบ แต่ผู้พันก็รอดมาได้และยืนยันที่จะต่อสู้กับกระบวนการก่อความไม่สงบต่อไป

                โรงงานนี้กำลังจะย้ายสถานที่ผลิตซึ่งได้รับงบประมาณจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงอุตสาหกรรม จะทำให้เพิ่มการผลิตได้มากขึ้นในอนาคต

 

                  

 

                             ภาพซ้าย เครื่องบดดิน(หินลูกรัง)ให้ละเอียด    ขวา  เครื่องผสมส่วนผสม ดินแดง ปูน น้ำ

 

 

                  

                                           ภาพซ้าย  เครื่องอัดดำกังดันสูง                                     ขวา  หลังอัดแล้วนำมาเรียงผึ่งให้แห้งรอส่งให้ลูกค้า

 

จากนั้น คณะของเราก็เดินทางกลับไปยังห้องประชุมของ คณะทำงานที่ ๑ เพื่อร่วมประชุมกับ โครงการ สสว.สำหรับสมาชิกโครงการพระราชดำริ จ.ยะลา จำนวน ๑๙ กลุ่ม เพื่อติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการในด้าน การเพิ่มผลผลิตชุมชน โดยมี พล.อ.เพิ่มศักดิ์ ฯ หน.คณะทำงานที่ ๑ จ.ยะยา เป็นประธาน 

โครงการนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงอุตสาหกรรม จะให้ทุนในการดำเนินการ แต่ชุมชนจะต้องเป็นผู้บริหารและรับผิดชอบเองทั้งหมด โดยจะต้องผ่านกระบวนการ ตามที่ สสว.กำหนด จำนวน ๕ ข้อ คือ  การจัดทำแผนการดำเนินงาน  มีแผนการตลาด  มีที่ดินพร้อมเอกสาร  มีการประชุมสมาชิก  มีการทำประชาพิจารย์ ซึ่งหากชุมชนใด ได้ดำเนินการทั้ง ๕ ข้อนี้ สสว.ก็จะโอนงบประมาณมาให้ โดยทางคณะทำงานที่ ๑ ที่รับผิดชอบ จงยะลา ก็จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ กำกับดูแลให้มีการดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เราจึงต้องให้นายทหารพระธรรมนูญเข้าร่วมรับฟังและให้ข้อเสนอแนะ

    

                   ภาพซ้าย และขวา เข้าร่วมประชุมกับ คณะกรรมการโดยมี พล.อ.เพิ่มศักดิ์ พวงสาโรจน์  เป็นประธาน

 

                กิจกรรมที่ชุมชนผลิตนี้ก็จะมีทุกอย่าง ทั้ง อุปโภค บริโภค  เช่นกลุ่มทำปุ๋ย ทำอาหารสัตว์ ทำอิฐประสาน ทำขนม ผลิตภัณฑ์จากปลา จำปลาส้ม ปลาแดดเดียว ฯลฯ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะขยับขยายขึ้นเป็นสินค้าโอท็อปในอนาคต

                หลังประชุมเราก็รับประทานอาหารที่นี่อีก มีข้าวหมกไก่ ข้าวหมกแพะ พร้อมน้ำซุปเนื้อแสนอร่อย ที่ขาดไม่ได้ก็คือ น้ำบูดูกับผักนานาชนิด เราคงจะจำรสชาดอาหารอันแสนอร่อยของที่นี่ไปอีกนานแสนนาน

                หลังจากทานอาหารเที่ยงแล้ว พวกเราก็เก็บกระเป๋าสัมภาระเพื่อเดินทางเข้า กทม. แต่ก่อนจะไปที่สนามบินหาดใหญ่ คณะของเราก็พาไปไหว้พระเป็นสิริมงคลเสียก่อน วัดแรกที่เราไปคือวัดคูหาภิมุข หรือวัดพระนอน เราเข้าไปนมัสการพระครูอดุล นิคมเขต เจ้าอาวาสวัด ท่ากล่าวว่า เมื่อก่อนวัดนี้จะเป็นวัดประจำจังหวัดยะลา มีประชาชนและข้าราชการมาทำบุญเป็นจำนวนมาก ปัจจุบัน ข้าราชการในตัวจังหวัดออกมาไม่ถึง ( ที่จริงระยะทางประมาณ ๑๐ กม.) ทำให้วัดไม่ค่อยมีญาติโยมมาดูแล มีเฉพาะโยมในพื้นที่  และตอนนี้นักท่องเที่ยวลดน้อยลงมาก เมื่อก่อนจะมีทัวร์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทำให้วัดพระนอน(พระขนาดใหญ่นอนในถ้ำ) เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โดยเฉพาะยักษ์ที่รักษาตรงปากถ้ำ จะช่วยปกปักรักษาคุ้มครองประชาชนที่หนีสงครามโลกครั้งที่สองเข้ามาอาศัยในถ้ำนี้ให้อยู่รอดปลอดภัยกันทุกคน และก็เป็นที่สังเกตครับว่าวันที่เราไปไม่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเลย แม่ค้าขายอาหาร ขายของที่ระลึกก็ นั่งซึมเศร้า เหงาหงอย ขายอาหารไม่ได้ ก็เลยทำให้ ลิงที่มารออาหารจากนัดท่องเที่ยวก็พลอดอดอาหารไปด้วย 

 

                  

 

                                   ภาพซ้าย กราบนมัสการพระครูอดุลนิคมเขตุเจ้าอาวาส    ขวา ถวายจตุปัจจัย

                    

               ซ้าย  พระนอนขนาดใหญ่อยู่ในถ้ำ      ขวา   บันใดทางเข้าถ้ำ จะเห็นยักษ์ที่รักษาหน้าถ้ำที่ช่วยให้ประชาชนรอดพ้นภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒

 

                จากวัดแรกเราก้ไปวัดที่ สอง คือวัดช้างให้ จ.ปัตตานี วันนี้มีชื่อเสียงครับ วัดหลวงปู่ทวดนั่นเอง เราก็ไปซื้อดอกไม้ ธูปเทียนไปไหว้ขอพรในวิหารหลวงปู่ทวด เท่าที่วังเกตดูก็จะรกร้างนักท่องเที่ยวเช่นกัน แต่ก็จะมีประชาชน แม่ค้าในพื้นที่ก็เดินไปมากันขวักไขว่ ใช้วีวิตอย่างปกติดู ๆ แล้วก็ไม่น่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงด้วยซ้ำ เพี่ยงแต่ว่า การขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว หรือการขายอาหารผลไม้ต่าง ๆ ยังดูไม่คึกคัก  ผมยังนึกภาพในอดีตตอนที่เรียนชั้นต้น พ.ศ.๒๕๓๙ ตอนที่พวกเราไปดูงานที่ภาคใต้ เราก็มาไหว้พระวัดช้างให้นี่แหละ ตอนนั้นผู้คน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศดูคึกคัก รายได้ก็มาจากการทำบุญ การจับจ่ายซื้อของ พอตอนนี้นักท่องเที่ยวเงียบเหงา รายได้ของวัด รายได้ของพ่อค้าแม่ค้าก็หดหายไปด้วย

 

                             

               ภาพซ้ายและขวา วิหารหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี มาเที่ยวกันเถอะครับ ปลอดภัยอย่าอ่านข่าวกันมาก

 

หลังจากไหว้พระเสร็จเราก้เดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินหาดใหญ่เพื่อเดินทางเข้า กทม.

สำหรับคณะทำงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เริ่มเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๗ ทำให้ราษฎรที่อาศัยในพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งไทยพุทธและมุสลิม ได้รับความเดือดร้อน ขาดความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ขาดอาชีพ ขาดรายได้ ดำเนินชีวิตด้วยความหวาดระแวง ไม่ปกติสุข การแก้ไขปัญหา และการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว  นอกจากหน่วยงานภาครัฐ ได้จัดสรรงบประมาณลงไปแล้ว  ด้วยความห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่าน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก็ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือด้วย  ในเบื้องต้นได้พระราชทานผ่าน คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เพื่อเป็นงบประมาณเบื้องต้นในการลงทุนแก่ฟาร์มทุกแห่งที่มีการจัดตั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๗ เป็นต้นมา    จนกระทั่ง พ.ศ.๒๕๔๙ จึงมีหน่วยงานที่มาทำหน้าที่กำกับดูแลในเรื่องของโครงการ การเบิกจ่ายงบประมาณ การติดตามและประเมินผล คือ  “คณะกรรมการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้” และ “ศูนย์ประสานกิจการพิเศษ กรมราชองครักษ์” เพื่อให้การปฏิบัติงานของหน่วยต่าง ๆ ทำงานได้บรรลุวัตถุประสงค์ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

ในช่วงแรกสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้มีพระราชดำริผ่าน พล.อ.ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์ ให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อติดตามโครงการ ประสานงาน และรับเรื่องราวร้องทุกข์จากราษฎร ที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งในการจัดองค์กรในขั้นแรก ก็ได้มีอดีตข้าราชการที่เกษียณอายุราชการแล้ว อาษาเข้ามาทำหน้าที่ โดยมิได้รับค่าตอบแทน คณะกรรมการชุดแรกที่ตั้งขึ้นมาในปี พ.ศ.๒๕๔๗ ประกอบด้วยคณะกรรมการ ๖ ท่าน คือ[1]

 

                        ๑)  พลเอก  ณพล     บุญทับ                    เป็นประธานกรรมการ

                        ๒ )  พลเอก เพิ่มศักดิ์  พวงสาโรจน์           เป็นรองประธานกรรมการ

                        ๓ ) พลเรือเอก นคร  พิบูลย์สวัสดิ์              เป็นกรรมการ

                        ๔ )  พลเอก ธีรพงษ์   ศรีวัฒนะกุล            เป็นกรรมการ

                        ๕ )  พลเรือโท ศุภนิตย์  จูฑะพุทธิ             เป็นกรรมการ

                        ๖ )  พลโท  โรจน์     เหลืองอรุณ               เป็นกรรมการ

            คณะกรรการชุดนี้ทำงานด้วยความเสียสละ ทุ่มเท อุทิศแรงกายเพื่อสร้างความสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่เนื่องจาก เนื้องานมีมากเกินไป จึงต้องทำให้มีการตั้งคณะกรรมการเพิ่มและปรับปรุงเรื่อยมา เพื่อให้การตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในปี พ.ศ.๒๕๔๙ จึงได้เพิ่มให้มีคณะทำงานเป็น ๕ คณะเพื่อรับผิดชอบโครงการในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ ดังนี้

                                ๑.       คณะกรรมการดำเนินงาน  คณะที่ ๑  รับผิดชอบพื้นที่ จ.ยะลา มี 

พลเอก เพิ่มศักดิ์  พวงสาโรจน์เป็น ประธานกรรมการ

                               คณะกรรมการดำเนินงาน  คณะที่ ๒ รับผิดชอบพื้นที่ จ.ปัตตานี มี  

พลเอก ธีรพงษ์  ศรีวัฒนะกุล        เป็นประธานกรรมการ

                               คณะกรรมการดำเนินการ คณะที่ ๓ รับผิดชอบพื้นที่ จ.นราธิวาส มี 

พลเรือโท  ศุภนิตย์ จูฑะพุทธิ        เป็นประธานกรรมการ

                               คณะกรรมการดำเนินงาน  คณะที่ ๔/๑ รับผิดชอบพื้นที่ตามแนวชายแดน จ.ยะลา มี 

พลโท  โรจน์   เหลืองอรุณ            เป็นประธานกรรมการ                 

                               คณะกรรมการดำเนินงาน  คณะที่ ๔/๒ รับผิดชอบพื้นที่ตามแนวชายแดน  จ.นราธิวาส มี

พลโท  มีชัย ห้องริ้ว         เป็นประธานกรรมการ

                  คณะทำงานทั้ง ๕ คณะ ก็จะมีสำนักงานอยู่ในพื้นที่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน ทำหน้าที่ด้านเอกสาร ติดตามงบประมาณ ติดตามความคืบหน้าของโครงการ ประเมินผลของโครงการ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ วางแผน อำนวยการ ประสารงาน ตลอดจนทำเป็นรายงานประจำเดือนให้ประธานคณะกรรมการ ( พล.อ.ณพล บุญทับ ) ทราบ  เพื่อกราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถต่อไป

                  คณะกรรมการโครงการพระราชดำริในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือราษฎรมาตั้งแต่ปีพ พ.ศ.๒๕๔๗ จนปัจจุบัน มีโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ดังนี้

๑. โครงการฟาร์มตัวอย่างมีทั้งหมด ๒๕ ฟาร์ม แยกเป็น อยู่ใน จ.ยะลา ๓ ฟาร์ม อยู่ใน จ.ปัตตานี ๑๒ ฟาร์ม  อยู่ในนราธิวาส ๙ ฟาร์ม และอยู่ใน ๔ อำเภอของ จ.สงขลาอีก ๑ ฟาร์ม  มีสมาชิกรวมทั้งหมด ๓,๙๐๐ คน

๒. โครงการราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) มีสมาชิกอยู่ใน ๓ จังหวัดเกือบ ๓๐,๐๐๐ คน

๓. โครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้ ซึ่งมีทั้งพระสงฆ์ที่นิมนต์มาจากพื้นที่อื่นและพระสงค์อยู่ในพื้นที่ ขณะนี้ มีพระอยู่ในโครงการจำนวน ๕๐๐ รูป

๔. โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นหมู่บ้านที่เน้นการมีส่วนร่วม สร้างความเข้มแข็งเริ่มต้นจากครอบครัว สู่ภาคชุมชน และสู่ภาคสังคม ปัจจุบันมีหมู่บ้านที่อยู่ในโครงการจำนวน ๒๐๐ หมู่บ้าน

 

                การเดินทางลงพื้นที่ของคณะพวกเราในครั้งนี้ ทำให้เราทราบข้อมูลหลาย ๆ อย่าง ได้สัมผัสกับคณะทำงาน การทำงานที่ทุ่มเทของคณะทำงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานเหมือนกับการปิดทองหลังพระ  พวกเราได้เห็นการทำงานของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองฝ่ายต่าง ๆ ได้รับรู้จากชาวบ้านว่า หากข้าราชการในพื้นที่ทุกคนทำงานเหมือนคณะกรรมการโครงการฯนี้ พวกเขาพร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ( ไม่ใช่นั่งเป็นเจ้านายอยู่ในห้องแอร์พอประชาชนไปหาก็ตีหน้ายักษ์ ไม่อุทิศตนช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน หน่วยราชการบางหน่วยเบิกงบจากส่วนกลางไปเต็มตามตัวเลขและไม่ได้มีการกำกับดูแลหรือมิได้ตรวจสอบว่าตัวเลขนั้นถูกต้องหรือเปล่า งบประมาณถึงประชาชนที่เดือดร้อนหรือเปล่า..อันนี้ได้ข้อมูลมาจากประชาชนในพื้นที่ครับใครอยากรู้เพิ่มเติมสอบถามได้ที่ผมโดยตรง )   และได้สัมผัสกับชาวบ้านในพื้นที่โดยไม่ได้มีการจัดเตรียมขึ้นมา เราเดินทางไปในพื้นที่จริง ๆ โดยไม่ได้นัดหมาย  ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงให้ห้วง ๒-๓ ปีมานี้ เห็นความเข้มแข็งของชุมชน เห็นความอยู่ดี กินดี ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่โครงการ ซึ่งการทำงานโครงการในลักษณะนี้ ท่านประธานคณะกรรมการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (พล.อ.ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์) ท่านมักกล่าวเสมอว่า เราทำแค่พอเป็นตัวอย่างให้หน่วยงานที่เขามีหน้าที่โดยตรงได้เห็น ได้ดู และเอาไปเป็นแบบอย่าง ที่เราทำมานี้ถือว่าเดินถูกทางแล้ว เพราะบรรลุวัตถุประสงค์ของการทำงานคือ  ประชาชนมีอาหาร ประชาชนมีงานทำมีรายได้ ประชาชนมีความรู้ และมีความปลอดภัย  นั่นถือว่า การทำงานของเราประสบผลสำเร็จแล้ว 

จากที่เราได้ไปเห็นเราก็ยืนยันได้ว่า ประชาชนเขามีอาหาร มีรายได้ มีความรู้ด้านการเกษตร และมีความปลอดภัย เพราะหากเราดูจากสถิติของการก่อเหตุและการสูญเสียที่เกิดขึ้นรายวันในปัจจุบัน ๑๐๐ เปอร์เซนต์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกพื้นที่ของโครงการทั้งนั้น เราก็ได้แต่หวังว่าหน่วยงานราชการอื่น ๆ จะได้นำเอาสิ่งที่เราทำนี้ไปเป็นแม่แบบ เพื่อทำให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เราเริ่มจากชุมชนเล็ก ๆ แยกแต่ละชุมชน กระจายออกไปเป็นพื้นที่ เป็นเครือข่าย เริ่มต้นเข้มแข็งจากครอบครัว เป็นชุมชน เป็นตำบล อำเภอ นั่นก็จะทำให้ ภาคสังคมที่ใหญ่ขึ้นมีความเข้มแข็งตามไปด้วย  และที่สำคัญ หากเราได้นำแนวพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ในการทำงานให้กับพี่น้องเราในทางใต้ คือ “เข้าใจ  เข้าถึง  พัฒนา”  แล้ว ผมเชื่อว่า ความสันติสุขจะมาเยือนถิ่นแดนใต้ในเร็ว ๆ วัน


รายงานโดย นายหอมหวน



[1] สัมภาษณ์ พล.อ.ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์




นานาสาระความรู้จากนายเรือ ๘๔

เทศกาลงานพระกฐินหลวงเริ่มต้นแล้วหลังฤดูกลาลออกพรรษา
ว่าด้วยเรื่อง เรืออังสนา ของกองทัพเรือ
การจัดริ้วขบวนงานพระราชทานเพลิงพระศพ ๒๕๕๕
พระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคล article
พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯประภาสทะเลตะวันออก article
สมุดประวัติ ราชองครักษ์เวร เล่มที่ ๑ article
ปลาตัวเดียวทำอย่างไรจะกินได้นาน
สภาพบ้านเมืองรัชสมัยพระเจ้าเอกทัศพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา
บันทึกการเดินทาง วทร.๔๐ ดูงานยุโรปตะวันออก (สาย๒ )
เทพธิดาในใจฉัน
เชิญสร้างพระใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ตลุยแดนปลาดิบกับนายหอมหวน article
มด...สัตว์ตัวน้อยกระจ้อยร่อย ใครว่าไม่มีอันตราย article
เสรีภาพสื่อ กับความมั่นคงแห่งชาติ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.