นายเรือ ๘๔ navy84 อดีตของเรา
ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
bulletพลเรือตรี
bulletนาวาเอกพิเศษ (ใหม่ )
bulletนาวาเอกใหม่
bulletพวกเราอยู่ที่ไหนกันบ้าง
bulletเรื่องเล่าในอดีต
dot
dot
bulletคณะกรรมการรุ่น2550-ปัจจุบัน
bulletคณะกรรมการรุ่น2548-2550
bulletคณะกรรมการรุ่น 2546-2548
bulletคณะกรรมการรุ่น2544-2546
bulletคณะกรรมการรุ่น 2534-2544
dot
dot
bulletเตรียมทหาร27
bulletจปร.38
bulletเรืออากาศ34
bulletนรต.43
dot
dot
bulletรวมเรื่องราวที่น่าสนใจ
dot
dot
bulletWebboard
bulletลงนามเยี่ยม
bulletชมสมุดเยี่ยม
bulletสมัครสมาชิกสมทบ
bulletถาม-ตอบ รร.ตท
bulletกระดานโพสต์ภาพ นายเรือ๘๔
dot
dot
bulletส่งข้อความเข้ามือถือ
bulletฐานวิทยานิพนธ์
bulletข้อมูลทางทหาร
bulletมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
bulletกระทรวงต่างๆ
bulletภาพเพื่อนนายเรือ ๘๔ ล่าสุด
bulletปรับปรุงตำแหน่งนายเรือ ๘๔ ใน ๑ ต.ค.๕๓



Web Images Videos News Shopping Directory Answers Blogs


อดีตของเรา

ประวัติความเป็นมา  รวบรวมประวัติโดย นายหอมหวน


เพื่อนคงยังจำได้ 6 พฤษภาคม 2529 วันที่เด็กหนุ่มที่ได้รับการคัดเลือกจากหัวกระทิของนักเรียนมัธยมปลายจากโรงเรียนมัธยมทั่วทุกภาคของประเทศไทย ได้ถูกนำมารวมกันในรั้งจักรดาว อ ณ ถนนพระรามสี่ ต่างคน ต่างชีวิตจิตใจ ต่างถิ่น ต่างภาษา ถูกนำมาหลอมรวมกันให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้รหัส “เตรียมทหาร 27”
เรา จำนวน กว่า 1,000 ชีวิต ที่เพิ่งเจอหน้ากันเป็นครั้งแรก ได้รับการแบ่งแยกเป็นนัย ๆ เท่านั้นว่ามี 5 เหล่า ประกอบด้วย
1.ทบ
2.ทร.
3.ทอ.
4.ตร.
5..แพทย์พระมงกุฎเกล้า
แต่ทุกคนถูกสั่งให้กระทำกิจกรรมร่วมกัน กิจกรรมที่เหมือนกันและพร้อมเพรียงกัน เราต้องเจอนายทหาร ดุ ๆ เจอแต่สิ่งแปลก ๆ ทุกวัน เจอคำสั่งแปลก ๆ เช่น
“ยึดพื้นท่าเตรียม....”
“ซัดเท้าหลังท่าเตรียม...”
“หมอบ!” เป็นต้น
ไม่รู้เราทำผิดอะไรนักหนา จึงเป็นที่จงเกลียด จงชังของนายทหารเหล่านั้น สั่งทำโทษเราอยู่ทุกวี่ทุกวัน เราทำเร็วขนาดไหนก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจ ไม่ว่าจะเป็นผู้หมวดเจริญฤทธิ์,ผู้หมวดหอม,ผู้หมวดสุทธินันท์,ผู้หมวดธรรพงศ์ ฯลฯ พอแยกจากผู้หมวดเข้าห้องเรียน ก็เจอแปลงลบกระดานของอาจารย์ ทัศนศรี ฯ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วจะงีบในห้องเรียนซักหน่อยก็ไม่ได้ ต้องทำอะไรทุกอย่างภายในเวลาหมด ไม่ว่าจะเป็นตื่นนอน,ออกกำลังกาย,กินข้าว,เข้าห้องเรียน เสียงที่เราไม่ชอบมากที่สุดคือเสียงแตรปลุก ตามด้วยเสียงผู้หมวดดัง ๆ “เร็วๆๆๆๆๆๆๆๆ” ทำให้หลาย ๆ คนที่เพิ่งตื่นขึ้นมาต้องวิ่งชนนู่นชนนี่หัวร่างข้างแตกไปก็มี ไม่รู้จะรีบร้อนไปไหน




ตอนพวกเราอยู่ด้วยกันมีเพื่อนหลายคนทำให้เราเดือดร้อนถูกทำโทษรวม เราจึงต้องแอบสั่งสอนเพื่อนโดยการ “ตีแมว” ตอนกลางคืน เพื่อให้เขารู้ตัว แต่แทนที่เขาจะรู้ตัวเองกลับทำให้เราเดือดร้อนหนักเข้าไปใหญ่

วันเสาร์ – อาทิตย์ แทนที่พวกเราจะได้กลับบ้านหมด บางคนต้องโดนทำโทษ “กัก” ให้อยู่ทานข้าวที่โรงเรียน แถม “เดินทัณฑ์” โดยการแบกปืน ใส่เป้หลัง ตลอดทั้งวัน ใครที่ได้ปล่อยกลับบ้านก็ต้องใส่ชุดสุดเท่ห์ในตอนนั้นคือเสื้อเชิ๊ตสีขาวแขนสั้น ติดกระดุมคอ กางเกงขาสั้นสีน้ำเงินดำ รองเท้าหนังคัชชูสีดำ ถุงเท้าสีดำถึงครึ่งแข้ง แบบขนหน้าแข้งเพียบ ไปยืน “ตามระเบียบพัก” รอรถเมล์ตามป้ายด้วยความภาคภูมิใจ หารู้ไม่ว่า คนบนรถเมล์กำลังหัวเราะกระซิก ๆ ส่วนเรายืนยืดอกด้วยความภาคภูมิใจไม่วอกแวก ได้ออกมาจากรั้วโรงเรียนก็ถือว่าดีถมเถแล้ว




ระยะเวลา 1 ปี ที่เราอยู่ด้วยกัน เราก็จะมีกิจกรรมต่าง ๆ วนอยู่ในแต่ละวันคือ ตื่นนอน,ออกกำลังกาย,ฝึก,เรียนหนังสือ,ทานข้าว,ถูกทำโทษ,โดนกัก,โดนขัง ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เรารู้ซึ้งถึงคำว่า “เพื่อน” รู้ถึงรสชาดของชีวิต มีความเป็นทหาร ทำให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจมีความอดทนเข้มแข็ง รักพวก รักเพื่อน มีความสามัคคีบางคนไม่เคยสำรวจร่างกาย ตัวเองเลย แต่พอผ่านไปแล้ว 1 ปี ปรากฎว่ากล้ามขึ้นเป็นมัด ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อถูกคนอื่นด่า ว่าหรือตำหนิ ทำให้เราไม่โกรธ เรามีความอดทนและมีเหตุผล เรามารู้ทีหลังว่า สิ่งที่นายทหารปกครองทำไปแต่เราไม่ชอบนั้น ท่านทำด้วยความรักและความหวังดี ซึ่งเป็นประโยชน์กับพวกเราในการรับราชการในเวลาต่อมา หากเราไม่ได้รับการปลูกฝัง การหล่อหลอมตั้งแต่วันนั้น ป่านนี้คงมีหลายคนลาออกไปแล้ว เพราะถูกผู้บังคับบัญชาด่าเช้าด่าเย็น

12 พฤษภาคม 2530 ก่อนสำเร็จจากเตรียมทหารเราไปฝึกภาคสนามที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำให้เราทราบ และเข้าใจการรบของทหารเวลาออกป่า ขึ้นเขาลงห้วย เวลาหิว ทำให้เราทราบว่าสับประรดชาวบ้านช่วยได้เยอะเลย แต่ก็นั่นเป็นการฝึกการเอาตัวรอดจากผู้บังคับบัญชาด้วย หากใครถูกจับได้ก็จะถูกทำโทษโดยการกางเตนส์นอน แทนที่จะนอนบนโรงนอนเหมือนคนอื่น ๆ การทานสับประรดก็ต้องมีกรรมวิธีในการหลบหลีกและหลีกหนี





27 มีนาคม 2530 วันที่เราอำลาอาลัยมากที่สุดคือวันที่เราต้องแยกย้ายจากเพื่อนที่อยู่ร่วมกันมา 1 ปี เพื่อที่จะไปศึกษาหาความรู้ต่อที่เหล่าทัพของตนเองที่พวกเราเรียกว่า “ขึ้นเหล่า” ถึงแม้เราจะรู้ว่าเป็นการแยกย้ายตามหน้าที่แล้วเราจะต้องเจอกันอยู่เรื่อย ๆ เพราะมีกิจกรรมร่วมกันตลอด แต่ก็ทำให้เพื่อนหลายคนทำใจไม่ได้ถึงกับน้ำตาของลูกผู้ชายพลั่งพลูออกมา แต่ก็นั่นแหละเรามารู้ทีหลังจากเพื่อนซี้ของเขาว่าการที่เขาอดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวไม่ใช่เพราะอาลัยเพื่อนหรอก แต่กลัวการรับน้องใหม่เมื่อขึ้นเหล่า เพราะได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือมาว่า พี่ ๆ ที่โรงเรียนเหล่าเตรียมตัวรับน้องมาหลายวัน เมื่อเราไปถึงหน้าโรงเรียน พี่ ๆ ต้องรุมเข้ามาสั่งให้เราแถกระดี่ เอาหัวดันกระเป๋าจากหน้าโรงเรียนไปจนถึงสนามในโรงเรียน ใครเป็นลมหรือไปถึงช้าอาจไม่ได้ขึ้นเหล่าก็เป็นได้ ภาพที่เราเคยเห็นเสื้อผ้าขาดวิ่น ตามเนื้อตัว ถุงทะเลมอมแมม รถพยาบาลต้องทำหน้าที่ตลอด ทำให้เพื่อนหลายคนนึกภาพไปแล้วจึงน้ำตาพรั่งพรูออกมาด้วยประการละฉะนี้......

แต่เมื่อเรา เหล่าทหารเรือ เดินทางถึงโรงเรียนนายเรือ ต.ปากน้ำ สิ่งต่าง ๆ ที่เราคิดไว้ผิดคาดไปหมด เรามีนายทหารปกครองมาเชิญเราลงจากรถแล้วแนะนำตนเอง พร้อมกับมีพี่ ๆ ที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว มากล่าวสวัสดีเรา แนะนำการปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมของทหารเรือให้กับเรา แนะนำการจัดของเข้าตู้,แนะนำการแต่งกาย แนะนำคำสั่งที่เป็นภาษาทหารเรือที่นุ่มนวล สุภาพ ต่างไปจากคำสั่งแบบดุดัน ของทหารบกที่เราเจอมาจากเตรียมทหาร เพื่อนบางคนบอกว่ารับไม่ได้ที่เจอคำสั่งนุ่มนวล เขาบอกว่าไม่มีลักษณะทหาร การทำโทษก็น้อยลงมาก เป็นการตัดคะแนนความประพฤติแทน เช่น ในการรับประทานอาหารมื้อแรกที่โรงเรียนนายเรือ เมื่อพี่ ๆ และนายทหารปกครองแนะนำการใช้อุปกรณ์การรับประทานอาหารให้มีมารยาทและขั้นตอนการรับประทานแล้วก็ให้พวกเราลงมือทาน อุปกรณ์ต่าง ๆ จะแตกต่างจากเตรียมทหารค่อนข้างมาก เช่น จาน,ถ้วย จะเป็นกระเบื้องไม่ได้เป็นอลูมิเนียมเหมือนเตรียมทหารการรับประทานจึ้งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง แก้วน้ำเป็นแก้วใสมีจานรองแก้วให้ด้วย (ที่เตรียมทหารเป็นแก้วอลูมิเนียม ไม่มีจานรอง) ทำให้เพื่อนบางคนไม่เคยชินกับการใช้จานรองแก้ว เกิดหล่นขึ้นมามีเสียงดังจนต้องถูกตัดคะแนนความประพฤติ 15 คะแนน ถ้าทำจานรองแก้วหล่น 5 ครั้ง มีหวังพ้นสภาพการเป็นนักเรียนนายเรือ (นนร.วีระศักดิ แย้มแสง )

 

ที่โรงเรียนนายเรือ พวกเราทั้ง 148 ชีวิต ภายใต้รหัส “นายเรือ 84” ได้รับเสื้อสีเหลืองเป็นสีประจำรุ่น พี่บางคนถึงกับเรียกพวกเราว่า ไอ้เสือเหลือง

เรา “นายเรือ 84” เข้ารับการฝึกที่โรงเรียนนายเรือ ถึงแม้ว่าวงจรชีวิตจะคล้าย ๆ กับตอนที่อยู่โรงเรียนเตรียมทหารแต่ก็มีหลายอย่างที่แตกต่างกัน เพราะเรามีพี่ ๆ นอนในห้องเดียวกันตื่นเช้ามาเราต้องไปกล่าวคำสวัสดีครับที่ท้ายเตียงกับพี่ ๆ ทุกคน เรามีเวลาในการจัดแจงเรื่องส่วนตัวมากขึ้นต้องล้างหน้าล้างตาเดินลงไปแถวออกกำลังกาย,การรับประทานอาหารต้องมีมารยาทไม่รีบร้อน ,การเรียนหนังสือต้องจริง ๆ จัง ๆ เพราะเป็นวิชาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ทั้งวิศวกรรมเครื่องกลเรือ ,วิศวกรรมไฟฟ้า ฯลฯ แล้วแต่ว่าใครจะเลือกเรียนสาขาใด,การฝึกวิชาทหารเราก็เป็นด้านวิชาชีพทางเรือมากขึ้น เช่น เรียน เชือก,เสา,เพลา,ใบ,การเรือ,การปืน.ดิ่งน้ำตื้น,การสัญญาณ,นกหวีดเรือ,การเดินเรือ,การตีกระเชียง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่สามารถใช้ในการประกอบวิชาชีพในเรือได้ ในส่วนของกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องทำร่วมกับหน่วยงานภายนอกเราก็มีมากมาย เช่นการเดินเทิดพระเกียรติในโอกาสต่าง ๆ ,การสวนสนามรักษาพระองค์,การพายเรือในพระราชพิธีเสด็จฯทางชลมารค,การแข่งขันกีฬา หรือแม้แต่งานของเอกชนต่าง ๆ ที่ต้องการให้เราแต่งเครื่องแบบไปประดับเพื่อเป็นเกียรติ เราก็ไปร่วมงานไม่เคยว่างเว้น หลายคนบอกว่า น่าจะตั้งโรงเรียนนายเรือพิเศษขึ้นมาอีกเหล่าหนึ่งเอาไว้สำหรับออกงานโดยเฉพาะ   

 

    ในการฝึกภาคทะเลเราก็ฝึกการเดินเรือไปทั่วทุกอ่าวทุกเกาะแก่งในประเทศไทย เพื่อให้เราคุ้นเคยกับสภาพของท้องทะเลและเมืองท่า รวมไปถึงน่านน้ำและเมืองท่าต่างประเทศ เมืองท่าที่พวกเราไปเยือน เช่น กัวลาลัมเปอร์/ปอร์ตกรัง/ปีนัง-มาเลเซีย,โคลัมโบ-ศรีลังกา,บอมเบย์-อินเดีย,จากาตาร์/สุราบายา-อินโดนีเซีย,มะนิลา-ฟิลิปปินส์,บันดาเสรีเบกาวัน-บรูไน,โคตาชินาบารู เกาะบอเนียวมาเลเซีย เป็นต้น รุ่นพวกเราถูกเรียกว่า “ทหารเรือชั้นลายคราม” เพราะรุ่นเราได้จัดพิธีผ่านเส้นอิเควเตอร์จนได้รับใบประกาศมาหลายครั้ง นโยบายในการฝึกภาคตามเมืองท่าต่างประเทศเหล่านี้เพื่อให้เราคุ้นเคยกับสภาพร่องน้ำ,เกาะแก่ง,อ่าว,กระแสน้ำ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของชนพื้นเมือง รวมไปถึงการไปแสดงแสนยานุภาพของราชนาวีไทยและเป็นการไปแสดงวัฒนธรรมของเราด้วยเพราะมีการจัดเลี้ยงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทุกเมืองท่าที่เราไปเยือน ทำให้เราได้เปรียบเพื่อนเหล่าอื่น ๆ ในเรื่องของการเลี้ยงรับรองในงานสังคม แต่สิ่งที่เหมือน ๆ กันทุก ๆ งานเลี้ยงคือ สุราทำให้เมา ต้องคอยดูว่าเมื่องานเลี้ยงเลิกต้องแบกเพื่อนคนไหนกลับเรือบ้าง
ความรู้และประสบการณ์เหล่านี้ กองทัพเรือมอบให้เราโดยที่เราไม่ต้องไปเรียกร้อง ทำให้พวกเราแกร่งกล้า มีความรู้ความชำนาญ จนกระทั่งสามารถรับผิดชอบสมบัติกองทัพเรือ ที่มีมูลค่าเป็นพัน ๆ ล้านได้ และเป็นที่ไว้วางใจของพี่น้องประชาชนว่าเราสามารถปกป้องภัยทางทะเลให้พวกเขาได้ทำมาหากินได้อย่างไม่ต้องกังวลและนอนหลับสบายในเวลากลางคืน โดยไม่ต้องผวา โดยมีพวกเรา ชายชาติราชนาวี คอยปกป้องผองไทยให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่พวกเราอยู่ร่วมชายคากันมา ตั้งแต่ ปี 2529-2534 จะมีสิ่งหนึ่งที่จะอยู่คู่กับเราไปจนวันตาย คือคำว่า “เพื่อน” คำว่า “นายเรือ 84” โดยไม่มีผู้ใด มาแยกพวกเราออกจากกันได้ ......นั่นคือ พวกเรา นายเรือ 84 ก่อนที่จะมีวันนี้

โดย นายหอมหวน







Copyright © 2010 All Rights Reserved.